เกือบทุกคนเคยตั้งนาฬิกาปลุกเตือนกินยา และเกือบทุกคนเลิกใช้ภายในเดือนแรก
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปลุกดัง กดปิด แล้วบอกตัวเองว่าเดี๋ยวกิน แล้วก็ลืม
ปัญหาอยู่ที่ตัวเตือนบอกได้แค่ว่าถึงเวลา แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการกระทำ
ทำไมนาฬิกาปลุกถึงไม่พอ
กดปิดได้ในหนึ่งวินาที และสมองบันทึกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้กิน
ไม่รู้ว่ากินไปหรือยัง พอถึงเที่ยงแล้วสงสัยว่าเมื่อเช้ากินไปหรือเปล่า นาฬิกาปลุกตอบไม่ได้
ดังในเวลาที่ไม่พร้อม ปลุก 08:00 แต่ตอนนั้นอยู่บนรถ กว่าจะถึงที่ที่มียาก็ลืมไปแล้ว
4 อย่างที่ทำให้เตือนแล้วได้ผล
ตั้งเวลาที่คุณอยู่ใกล้ยาจริงๆ
ไม่ใช่เวลาที่ควรกินตามอุดมคติ แต่เป็นเวลาที่คุณอยู่บ้านและหยิบยาได้
ถ้าช่วงเวลาที่ควรกินกับตารางชีวิตไม่ตรงกัน ให้ถามหมอหรือเภสัชกรว่าขยับได้แค่ไหน อย่าขยับเอง
ให้การเตือนจบด้วยการตอบกลับ
นี่คือจุดต่างที่สำคัญที่สุด
ถ้าการเตือนมาในรูปแบบข้อความที่คุณต้องตอบว่ากินแล้ว มันจะเปลี่ยนจากเสียงที่กดปิดได้ กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำอะไรสักอย่าง
และผลพลอยได้คือคุณจะมีบันทึกว่ากินไปแล้ว ไม่ต้องมานั่งเดาตอนเที่ยง ดูว่าน้องอุ่นเตือนและบันทึกยังไงได้ที่ วิธีใช้น้องอุ่น
วางยาไว้ในเส้นทางที่เดินผ่านอยู่แล้ว
ข้างแก้วน้ำ ข้างกาน้ำร้อน บนโต๊ะกินข้าว ที่ไหนก็ได้ที่คุณผ่านทุกเช้าอยู่แล้ว
ยาที่อยู่ในลิ้นชักคือยาที่ลืมกิน
ใช้กล่องแบ่งยาคู่กับการเตือน
กล่องบอกได้ด้วยตาว่ากินไปแล้วหรือยัง ไม่ต้องพึ่งความจำเลย อ่านวิธีจัดได้ที่ กินยาหลายตัว จัดยังไงให้ไม่พลาด
ถ้าตั้งเตือนให้พ่อแม่
สิ่งที่มักไม่ได้ผลคือลูกโทรไปทวงทุกวัน เพราะกลายเป็นความสัมพันธ์แบบคนคุมกับคนถูกคุม
ที่ได้ผลกว่าคือให้การเตือนมาจากระบบ ไม่ใช่มาจากลูก แล้วลูกดูข้อมูลเอาว่าครบไหม ไม่ต้องถามทุกวัน
อ่านต่อ อยู่ไกลพ่อแม่ จะรู้ได้ยังไงว่าท่านดูแลตัวเองยังไง
ถ้าลืมกินไปแล้ว
อย่ากินเพิ่มเป็นสองเท่าเอง และอย่าตัดสินใจเองว่าจะข้ามมื้อไหน
โทรถามห้องยาของโรงพยาบาลที่รับยา หรือถามเภสัชกรที่ร้านขายยา เป็นคำถามพื้นฐานที่เขาตอบให้ได้ทันที
และจดไว้ว่าลืมวันไหนบ้าง เช่นใน ตารางกินยาแบบติ๊ก 31 วัน ที่โหลดฟรี เพราะความถี่ของการลืมเป็นข้อมูลที่หมออยากรู้ตอนไปนัดหน้า อ่านต่อ พาพ่อแม่ไปหาหมอ เตรียมอะไรไปบ้าง
