โทรหาแม่ทุกเย็น ถามว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง คำตอบที่ได้คือ "สบายดี" ทุกครั้ง
ไม่ใช่ว่าท่านโกหก แต่คนส่วนใหญ่ตอบคำถามกว้างๆ ด้วยคำกว้างๆ และท่านก็ไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง
บทความนี้สำหรับลูกที่อยู่คนละจังหวัดและอยากรู้จริงๆ ว่าพ่อแม่เป็นยังไง
สิ่งที่ควรรู้จริงๆ มีแค่ 3 อย่าง
อย่าพยายามตามทุกเรื่อง เพราะทั้งเหนื่อยและท่านก็รำคาญ เอาแค่ 3 อย่างนี้พอ
1. ค่าที่หมอสั่งให้วัด ถ้าหมอสั่งให้วัดความดันที่บ้าน ค่านี้คือของที่ต้องมีจริง
2. กินยาครบไหม ไม่ใช่ว่ากินตรงเวลาเป๊ะ แค่ครบพอ
3. มีอาการอะไรใหม่ไหม โดยเฉพาะอาการที่เกิดซ้ำ
สามอย่างนี้คือสิ่งที่หมอจะถามในวันนัด และเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าควรพาไปหาหมอก่อนนัดไหม
ทำไมการถามทุกวันถึงไม่ได้ผล
คำถามกว้างได้คำตอบกว้าง "เป็นยังไงบ้าง" ยังไงก็ได้ "สบายดี"
ท่านไม่อยากให้ลูกกังวล เรื่องเล็กๆ ที่ท่านคิดว่าไม่สำคัญเลยไม่ได้เล่า ซึ่งบางทีคือเรื่องที่หมออยากรู้
ถามบ่อยเข้าก็เหมือนถูกตรวจสอบ พอรู้สึกแบบนั้น ท่านจะเริ่มตอบให้จบๆ ไป
ทางที่ได้ผลกว่า
ให้ท่านจดเอง แล้วเราดูข้อมูล
ต่างจากการถามตรงที่ ท่านเป็นคนบันทึกชีวิตตัวเอง ไม่ใช่รายงานให้ลูกฟัง
ความรู้สึกมันคนละแบบ และข้อมูลที่ได้ก็ตรงกว่า เพราะจดตอนที่มันเกิด ไม่ใช่ตอนที่ลูกโทรมา
เลือกวิธีจดที่ท่านทำได้เอง
ถ้าต้องโหลดแอปใหม่และสมัครสมาชิก ส่วนใหญ่จบตั้งแต่ขั้นแรก
ที่ได้ผลกว่าคือใช้สิ่งที่ท่านใช้อยู่แล้ว ถ้าท่านใช้ไลน์คุยกับลูกทุกวัน การพิมพ์บอกค่าความดันในไลน์ก็ไม่ใช่ของใหม่สำหรับท่าน
สำหรับท่านที่ถนัดกระดาษมากกว่า ตารางบันทึกความดันแบบพิมพ์ได้ ก็ใช้ได้ดี แล้วให้ท่านถ่ายรูปส่งมาให้ดูสัปดาห์ละครั้ง
เปลี่ยนคำถามตอนโทร
แทนที่จะถามว่าเป็นยังไงบ้าง ลองถามให้แคบลง
- "วันนี้วัดความดันได้เท่าไหร่ครับ"
- "อาทิตย์นี้มีวันไหนที่รู้สึกไม่ค่อยดีบ้างไหม"
คำถามที่มีคำตอบเป็นตัวเลขหรือเหตุการณ์ ได้ข้อมูลมากกว่าคำถามที่ตอบด้วยความรู้สึก
เส้นแบ่งที่ควรคุยกันไว้ล่วงหน้า
คุยกับหมอในวันนัดว่า อาการแบบไหนที่ควรพามาก่อนนัด แล้วจดไว้
การมีเส้นแบ่งชัดเจนช่วยได้สองทาง ลูกไม่ต้องกังวลกับทุกเรื่องเล็กน้อย และไม่พลาดเรื่องที่ควรรีบ
เรื่องที่ต้องระวัง
การติดตามสุขภาพพ่อแม่ทำได้ แต่มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าท่านรู้สึกว่าถูกจับตาจะกลายเป็นเรื่องตึงเครียดในบ้านแทน
อ่านวิธีชวนให้ไม่รู้สึกแบบนั้นได้ที่ ชวนพ่อแม่จดสุขภาพ ยังไงไม่ให้ท่านรู้สึกถูกจับตา
